
1-0 ยังไกลเกินเอื้อม
ธันวาคม 3, 2008ควันหลงจากเกมพรีเมียร์ลีกส์คู่หงส์แดง ลิเวอร์พลู กับ ขุนค้อน เวสแฮม ทีมจ่าฝูงกับทีมรั้งท้ายตาราง ในนัด Monday Night ผลคะแนนปรากฏออกมาเป็นที่น่าผิดหวังมาก หงส์แดงแบ่งแต้มไปกับเวสแฮม 0-0 แม้เพียงเสมอหงส์แดงจะได้ขึ้นนำเป็นจ่าฝูง แต่หงส์แดงไม่ได้คิดเช่นนั้นแน่นอน ความผิดพลาดครั้งนี้แม้ไม่ได้เกินคาดหมาย เพราะหงส์แดงมีเรื่องเซอร์ไพร์ซแฟนบอลอยู่บ่อยครั้ง หากจำได้ในนัดที่แข่งกับแมนซิตี้ หงส์แดงถูกนำไปก่อน 2-0 ยังสามารถคืนชีพได้ในช่วงหลังพลิกกลับมานำแล้วชนะไปในที่สุด หรือชนะในบิ๊กแมทซ์ที่แข่งกับแมนยูและเชลซี ทว่าหงส์แดงของเราชอบทำแต้มหล่นเมื่อแข่งกับทีมท้ายตาราง และเป็นการแข่งในบ้านเสียด้วย เช่นพ่ายแพ้ครั้งแรกให้กับทีมอย่างสเปอร์ เสมอ สโต๊คซิตี้ เสมออีกสองทีม ซึ่งไม่น่าเกิดขึ้น ไม่งั้นคงทิ่งแมนยูกับเชลซีไปหลายแต้มแล้ว …แม้จะเป็นจ่าฝูงนำเชลซี 1 แต้ม แต่จะรักษาตำแหน่งจ่าฝูงนี้เป็นงานที่หนักเหลือเกิน ยังมีอีกหลายแมทซ์ที่ต้องแข่งขันและฝ่าฟันจนถึงกลางปีหน้า โดยเฉพาะแมทซ์ที่ต้องแข่งกับอาเซนอล ปลายเดือนธันวาคม ซึ่งหงส์แดงก็ยังไม่ได้ตอเรสกลับมาจากอาการบาดเจ็บอย่างแน่นอน …ความสูญเสียหรือชัยชนะ หงส์แดงของเราจะทำได้มากน้อยเพียงไร สูญเสียตอเรสก็ยังไม่สำคัญเท่ากับสูญเสียหัวใจหลักอย่าง เจอร์ราด หรือ เฮียเจิด หากเขากระตุ้นลูกทีมไม่ดีพอ หรือเกิดไปบาดเจ็บอีกคน หงส์แดงอาจปีกหัก ร่วงลงมาแทนอาเซนอล…ใครจะไปรู้
พันธมิตรกลับบ้านแล้ว
ธันวาคม 3, 2008ในที่สุดวันที่คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยก็ได้สมหวังเมื่อแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ประกาศชัยชนะ และหยุดชุมนุมยืดเยื้อวานนี้(2 ธ.ค.) โดยกำหนดให้เริ่มทยอยกลับบ้านในวันนี้นั้น ชุมนุมของพันธมิตรฯในสุวรรณภูมิ ประชาชนเริ่มทยอยเก็บข้าวของและกลับบ้านกันตั้งแต่กลางดึก และในช่วงเช้าวันที่ 3 ได้ต่างร่วมแรงร่วมใจกันทำความสะอาดเก็บกวาดพื้นที่ชุมนุมให้เรียบร้อยก่อนแกนนำฯจะส่งมอบคืนให้กับการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย
น่าเห็นใจทั้งคนที่เดือดร้อนจากการที่พันธมิตรปิดล้อมสนามบิน และน่าเห็นใจคนพันธมิตรที่ตายไปหลายศพ บาดเจ็บเป็นร้อยรายแต่เอาความผิดกับใครไม่ได้ ในที่สุดต้องมาลงเอยกับการปิดล้อมสนามบิน ซึ่งก็ได้แต่ภาวนาว่าขอให้เรื่องมันจบได้เร็ววัน และวันนี้มันก็มาถึง จะด้วยจากบารมีของใครก็ตาม หรือจากผลกรรมที่รัฐบาลทำไว้ก็ตาม แต่คนไทยทั้งประเทศรู้สึกหายใจโล่งขึ้น หวังอย่างเดียวว่า ขอให้นายกรัฐมนตรีคนต่อไป อย่าให้เป็นคนที่เน้นความรุนแรง หรือ เฉยชาอย่างอดีตนายกที่ผ่านพ้นไปอีกเลย ประเทศไทยควรผ่านพ้นปีหนูไฟไปด้วยดี
Changes
พฤศจิกายน 9, 2008
โลกกำลังหมุนไป … และมนุษย์เราได้อะไรจากการมีชีวิตอยู่ภายใต้โลกใบนี้ มนุษย์เราสร้างสรรค์อะไรมากมายบนโลกใบนี้อันเกิดจากความหวาดกลัวและความอยากรู้อยากเห็น
รักในหลวงให้กลับบ้าน
ตุลาคม 27, 2008ลิเวอร์พูล-เชลซี แมทช์ออฟเดอะวีค
ตุลาคม 27, 2008
นัดเปิดศึกระหว่างลิเวอร์พูลกับเชลซี แมทช์ออฟเดอะวีคปิดท้ายตุลามหาวิปโยคของเมืองไทย แฟนลิเวอร์พูลมีเฮเมื่อผู้เล่นกองกลางชาวสเปน ซาบี อลองโซ่ หวดลูกเข้าตาข่ายเชลซีมีผลให้เป็นลูกเดียวแห่งชัยชนะเหนือเชลซีของลิเวอร์พูล เป็นครั้งแรกในรอบหลายๆ ปี เบรคสถิติการไม่แพ้ใครเลยในบ้านของเชลซีในรอบ 4 ปี ได้สำเร็จ ศึกนัดนี้ ลิเวอร์พูลสอบผ่านเนื่องจากกุนซือวางแผนการเล่นมาดี แฟนหงส์แดงที่รอคอยการกลับมาของฟุตบอลทีมนี้นับเป็นเวลา 16-17 ปี เริ่มมีความหวัง บางคนคิดเลยไปถึงการกลับมาทวงตำแหน่งแชมป์สุดยอดทีมจากทีมแมนยูฯ ในกลางปีหน้าอีกด้วย
ในยามที่การเมืองมีปัญหา คนไทยมีปัญหากันเอง เศรษฐกิจมีปัญหา โลกเราก็มีปัญหาที่ยากจะเยียวยาแก้ให้หายสนิทในเร็ววัน หรืออาจเนิ่นนานหลายปี เหตุนี้จึงทำให้หลายคนต้องหันมามองชีวิตของตนเองแล้วว่าจะอยู่อย่างไรในภาวะแบบนี้ ปีหน้าจะยังมีเงินนอนนิ่งอยู่ในกระเป๋าอยู่หรือไม่ แต่ก็ยังมีบางคนที่ไม่ได้คิด…ด้วยสมองตื้อตันเต็มไปด้วยปัญหารอบตัวโดยเฉพาะคนยากคนจน คนหาเช้ากินค่ำ พวกเขาคิดว่าขอให้เดือนนี้ผ่านไปด้วยดี เดือนหน้ามีข้าวกิน แล้วชีวิตจะต้องคิดอะไรไปมากกว่านี้ ผิดกับคนที่มีเงินฝากในธนาคารจำนวนมากที่พวกเขาก็คิดกันไปอีกแบบ… แค่เงินร่อยหรอไปจุดสองจุดคนเหล่านี้ก็นอนไม่หลับไปหลายคืน
…. ฟุตบอลอาจเป็นสิ่งบันเทิงของคนทุกชนชั้นที่คิดเหมือนกัน ก็คือ อยากให้ทีมโปรดได้รับชัยชนะ เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ในภาวะที่มองไปไหนก็มีปัญหา การแข่งแต่ละแมทช์เป็นสิ่งที่แฟนบอลรอคอยแบบไม่มีวันเบื่อ จนกว่าทีมจะก้าวไปสู่แชมป์เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล แม้ในฤดูนี้ไม่ได้เป็นแชมป์ ฤดูกาลหน้าก็ยังมีความหวัง… ถ้าคุณเชียร์ลิเวอร์พูลในวันนั้น คุณจะเห็นสีหน้าของแฟนบอลทีมเดียวกับคุณ ว่าพวกเขามีความสุขเพียงใด เมื่อเสียงนกหวีดเป่าหมดเวลาแล้วลิเวอร์พลูยังนำเชลซี 1-0
City I Live is the City of Angle
ตุลาคม 21, 2008
ความเหงามาเยือนท่ามกลางมหานครหรือเมืองแห่งเทวดาอย่างกรุงเทพมหานคร ยิ่งกว่าความเหงาคือ ความรู้สึกของการรอคอย ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากที่ศาลที่มีคำตัดสินเรื่องคดีที่ดินรัชดา …ประเทศไทยน่าเป็นห่วงยิ่งนัก…
เมื่อวานมีน้องคนหนึ่งโทรศัพท์มาคุยว่า พี่คะถ้าหนูทำเรื่องไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษตอนนี้จะดีไหม ได้ข่าวว่าอังกฤษมีธนาคารล้มไปหลายแห่ง …แต่ก็ได้ตอบไป โดยที่ไม่รู้ว่าคำตอบนั้นจะทำให้น้องเค้าหมดความกังวลใจหรือไม่ ในความคิดที่ว่า สถานการณ์ในประเทศอังกฤษนั้นไม่เหมือนกับสถานการณ์ในอเมริกาเสียทีเดียว เพราะอังกฤษเค้ามีมาตรการออกมาเยียวยาสถาบันทางการเงินเค้าทันทีเมื่อมีข่าวว่าสถาบันการเงินเริ่มมีปัญหาสภาพคล่อง อย่างน้อยจำนวนเงินที่รัฐบาลอัดฉีดเข้าไปยังสถาบันการเงินจำนวนมากขณะนี้ก็สามารถบรรเทาอาการได้ ประชาชนก็มีความมั่นใจมากขึ้น รัฐบาลไม่ได้ปล่อยให้สถาบันการเงินทยอยล้มไปก่อน ค่อยมาคิดหามาตรการ และอีกส่วนหนึ่งก็คืออังกฤษกับบรรดากลุ่มประเทศอียูมีการรวมตัวกันแก้ปัญหาที่ชัดเจน เพราะเค้าใช้เงินสกุลเดียวกันคือสกุลยูโร หากประเทศใดประเทศหนึ่งล้มไป ย่อมเกิดปัญหาส่งผลกระทบกับหลายๆ ประเทศแน่นอน ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้กำลังเริ่มทยอยส่งผลกระทบขึ้นในเอเชีย ประเทศที่เริ่มมีปัญหารุนแรงก็เป็นเกาหลีใต้ หนึ่งในผู้นำเศรษฐกิจเอเชีย เห็นในข่าวทีวีรายงานว่ารัฐบาลก็อัดฉีดเงินให้สถาบันการเงินเป็นจำนวนมากเป็นประวัติการ ในภาวะที่เศรษฐกิจขาลงขณะนี้อาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะผงาดขึ้นมาอีกครั้ง และก็ในวันนี้เองธนาคราเบอร์ 1 ของโลกอย่าง ING ของเนเธอแลนด์ก็เริ่มมีปัญหาสภาพคล่อง รัฐบาลเนเธอแลนด์ก็เสนอเงินอัดฉีดไปจำนวนมากตามระเบียบ ปัญหาของธนาคารที่เจอก็คือปัญหาการปล่อยสินเชื่อนั่นเอง ก็ปัญหาเดียวกับในประเทศอเมริกาเลย สำหรับใครที่รอคอยให้เศรษฐกิจดีก่อนแล้วค่อยไปเรียนต่างประเทศนั้น สงสัยจะต้องรอจนกระทั่งอายุปาเข้าเลขสามอย่างแน่นอน…เพราะปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจงานนี้หากไม่พินาศให้เห็นกันภายในปีหน้าก็คงอยู่ในภาวะซึมยาว และก็ขอภาวนาไม่ให้ประเทศจีนซึ่งเป็นเสาหลักให้กับเอเชียต้องมีสภาพเป็นยักษ์ล้มไปอีกราย ซึ่งงานนี้ไทยเราคงหนีไม่พ้นต้องเจอมรสุมอย่างสาหัสเช่นกัน
ตอนนี้เราคงไม่สามารถวางแผนอนาคตอะไรได้ไกลหรือหวังผลสำเร็จได้เต็มร้อยอีกแล้ว เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ จะรุนแรงไหม แล้วจะมีผลกระทบกับมากน้อยเพียงไร ความหวังทั้งหลายต้องพึ่งนักการเมืองไทย ซึ่งคนพวกนี้ก็ไม่รู้ชะตากรรมว่าจะอยู่บนหลังเสือได้อีกกี่วัน คนไทยเดี๋ยวนี้ไม่รู้จะมีสักกี่คนที่สนใจฟังเหตุผลของคนอื่นมากกว่าฟังความต้องการของตนเองเป็นที่ตั้ง ถ้าเค้าสนใจฟังความต้องการของคนอื่นมากพอก็คงลาออกยกคณะไปนานแล้ว…
เพลงจากยูทูบที่คุณได้ฟังนี้ เป็นเพลงที่ชอบมากอีกเพลงหนึ่ง เนื่องจากตอนที่เพลงนี้ดัง ได้ไปเรียนที่ซิดนีย์ตอนปี 2002 พอดี ไปที่ไหนก็ได้ยินแต่เพลงนี้ ทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ เปิดทีวีขึ้นมาก็ต้องเจอเพลงนี้ติดท๊อปชาร์ชเพลงของออสเตรเลียนานหลายสัปดาห์ เพลงนี้ชื่อว่า Under The Bridge ร้องโดยวง Red Hot Chili Pepper นักร้องกลุ่มนี้ขึ้นปกนิตยสาร The Rolling Stone ชื่อดังด้วยภาพเปลือยกาย มีมือข้างหนึ่งที่ปิดของสงวนไว้ จริงๆ ก็แอบซื้อไว้นะเล่มนี้…เดินวนไปวนมาหลายรอบที่แผงหนังสือใกล้โรงเรียน กว่าจะควักเงินซื้อได้ มัวแต่อายค่ะ เพราะหน้าปกมันออกล่อแหลม แต่ฝรั่งน่ะเค้าไม่สนใจหรอก จริงๆ มันก็สวยดีนะ แหมงานระดับนี้เป็นของ Rolling Stone เชียวนะได้รับรางวัลนับไม่ถ้วน ที่สำคัญสามารถใช้ดูเป็นแนวงานออกแบบในวิชาเรียนได้ รูปแบบเลย์เอ้าท์ทั้งเล่มสวยงาม มีเอกลักษณ์มาก แม้กระนั้นข้าพเจ้าก็ไม่สามารถรักษาไว้ได้…เนื่องจากย้ายบ้านบ่อยก็เลยมีอันตธานหายไปไหนไม่รู้ ที่ต้องจดจำวงนี้ไว้เป็นพิเศษก็คือ อาจารย์ผู้สอนวิชาการออกแบบสิ่งพิมพ์ ได้แบ่งโจทย์ให้นักเรียนในคลาสไปรีเสริ์ชแนวเพลงที่อาจารย์ได้แบ่งให้แต่กลุ่มไปทำงาน แล้วให้ดีไซน์ออกมาเป็นปกซีดีมาเสนอ ซึ่งก็ได้โจทย์เพลงอัลบัมของ Red Hot Chilli Pepper มันเหมือนความบังเอิญยังไงไม่รู้ เพราะก็ซึมซับเพลงของศิลปินกลุ่มนี้ทุกวันๆ ซึ่งท่วงทำนองเนื้อหาของเพลงมันทำให้คิดถึงบ้านที่เมืองไทยมาก แต่…ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถทำงานนี้ออกมาได้ดีเท่าที่ควร รู้สึกว่าจะได้เกรด C เองค่ะ
ก่อนอำลาบันทึกฉบับนี้ ก็แอบตั้งความหวังว่า ขอให้หลังจากนี้อย่ามีเรื่องอะไรรุนแรงเกิดขึ้นเลย อย่าให้มีใครเสียชีวิตเหมือนในวันที่ 7 ตุลาคม อีกเลย โดยเฉพาะปัญญาชนที่เค้ายังทำอะไรให้ประเทศได้อีกมากมาย
กลิ่นปฏิวัติโชยมา
ตุลาคม 17, 2008
การเมืองไทยในช่วงนี้ กระแสการปฏิวัตินั้นมาแรงเหลือเกิน มาควบกับกระแสการรบปะทะเขมรเลย แต่สงสัยกระแสปฏิวัติช่วง 17-21 ตุลาคมนี้ จะแรงกว่า เพราะนี่ช่างเป็นบรรยากาศของการชิงไหวชิงพริบของผู้มีอำนาจทั้งหลาย จริงๆ แล้วเราเป็นฝ่ายเชียร์มือตบน่ะนะ ยังไงก็ให้กำลังใจทหารทำในสิ่งที่ถูกต้อง คงไม่ต้องพูดว่า…ปฏิวัติมันเสียสิ ให้มันรู้แล้วรู้รอดไป… แม้จะแอบคิดนะ แต่ก็ยังชั่งใจอยู่ เพราะว่ากระแสรังเกียจการปฏิวัตินี่ ก็เป็นกระแสที่แรงไม่น้อยเช่นกัน ถ้าจะทำให้กระแสนี้อ่อนตัวลงได้ ก็คงต้องเป็นช่วงเวลาเดียวกับมหกรรมบอลโลกเท่านั้นที่จะมาดับความสนใจ หรือแรงวิพากษ์วิจารณ์ของคนในสังคมนี้ได้
คนไทยพ.ศ.นี้เจอเรื่องเครียดจากมรสุมหลายๆ ลูกด้วยกัน เริ่มจากเมื่อกลางปี เจอน้ำมันแพง ค่าครองชีพสูง เดือนกันยาเจอน้ำท่วม กระแสความขัดแย้งที่ต่างฝ่ายต่างช่วยกันโหมให้ไฟอาฆาตแค้น เกลียดกัน โหมกระหน่ำ ช่วงนั้นรู้สึกเครียด เจอลุงหมักสัมภาษณ์แต่ละที ก็เครียดหนักเข้าไปอีก คิดว่า….แล้วอย่างนี้มันจะจบลงอย่างไร และเมื่อท่านจากไปเพราะโชคชะตาฟ้าลิขิต ก็รู้สึกเบาหู เบาสมองขึ้นมาพอสมควร กระแสมันเบาลง แต่ก็เบาลงไม่ถึงเดือน…ดันมาเกิดเหตุการณ์นองเลือดแถวราชดำเนินอีก มิหนำซ้ำมาเจอข่าวธนาคารล้ม เงินภาษีคนเมกันหายแว้บไปหลายหมื่นล้านเหรียญ เป็นสัญญาณให้โลกรู้ว่ายักษ์อย่างเมกันยังล้มได้ แล้วเอเชียล่ะ จะรอดจากปากเหวของพิษเศรษฐกิจพิฆาตนี้ได้หรือ เห็นเค้าว่าพิษภัยนี้เริ่มต้นกันปีหน้า แต่เรื่องปีหน้าคงเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนไทย…ชาวบ้านๆ อย่างเรา ตอนนี้เราโฟกัสที่การเมือง 2-3 วันนี้ต่างหาก ระหว่างคนสาม-สี่กลุ่ม ที่มี 2 ขั้ว คือ ขั้วที่เอาทักษิณ กับ ขั้วที่ไม่เอาทักษิณ ขั้วไหนจะเป็นฝ่ายชนะ แต่ที่ชนะแน่ๆ ไปเปราะหนึ่งคือ “ประชาธิปปัตย์” ที่ชนะการเลือกตั้งท้องถิ่น เราเองก็เชียร์คุณอภิรักษ์… เชียร์มาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่แกอยู่บริษัทเลย์เลยล่ะนะ ตอนนั้นน่ะ…เป็นเพราะความหล่อมันเข้าตา มันก็เลย…นะ..พิเศษหน่อย แต่ตอนนี้ถึงแกจะหง่อมไปหน่อย แต่ก็ยังชอบมาดผู้นำของแก ดูจะเข้าตากว่าผู้สมัครคนอื่นๆ…
ใครที่ไม่อยากเห็นการนองเลือดอีก อย่างที่โหรชื่อดังออกมาทำนาย ก็ต้องหมั่นสวดมนต์ไหว้พระ..อฐิษฐานขอให้ประเทศสงบสุข แหมความคิดนี้นางเอกมากเลย.. ยังไงก็อยากแนะนำนะว่าการสวดมนต์เป็นหนทางที่ดีหนทางหนึ่งสำหรับผู้ที่ไม่รู้ว่าชีวิตจะมีทางออกหรือไม่ พูดง่ายๆ ว่าหาทางออกไม่เจอ เพราะตอนนี้ ดิฉันเองก็หมั่นสวดมนต์ ไหว้พระบ่อยขึ้น เชื่อว่าจะทำให้ชีวิตเรามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์นำทาง ยอมเป็นที่อุ่นใจกว่าไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยว เราไม่ต้องไปเสียเงินเดินทางไปไหว้พระตามที่ไกลๆ เสียเงินเสียทองหรอก พระในบ้านของเรา พระที่อยู่บนหิ้ง ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่าย เป็นพระห้อยคอ ก็สามารถกราบไหว้บูชาได้ ถ้าเรากราบไหว้พระที่บ้านดีๆ แล้ว ดูแลหิ้งพระบ้าง ก็เชื่อจะทำให้ชีวิตเกิดสิริมงคลได้ค่ะ
สำหรับเรื่องการปฏิวัติ การยึดอำนาจ การเปลี่ยนขั้วทางการเมือง หรือการนองเลือดจะเกิดขึ้น เราก็ขอให้เป็นไปอย่างราบรื่น ให้ทุกอย่างส่งผลกระทบน้อยที่สุด ..แต่ขอยืนยันนะคะว่า อยากเห็นการเมืองไทยเปลี่ยนแปลง ไม่อยากเห็นนักการเมืองนับถืออำนาจเงินเป็นหลัก อยากให้นักการเมืองมีศักดิ์ศรีมากกว่านี้ ไหนๆ ก็ เป็นที่รู้จักของคนในสังคมทั้งประเทศ ก็อยากให้คนได้ระลึกถึง คนเขากราบไหว้ท่าน เพราะเขาศรัทธาท่าน มากกว่าอย่างอื่นค่ะ
Royal Botanic Gardens
ตุลาคม 17, 2008อยากจะแชร์เรื่องราวของความทรงจำสมัยที่พี่จันไปเรียนที่ซิดนีย์ สมัย 15-16 ปี ก่อน แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยไปนานแสนนาน แต่สวนสาธารณะที่แทรกตัวกลางมหานครซิดนีย์แห่งนี้มีความงดงามมาก และมีค่าในความทรงจำมากมายเหลือเกิน ที่แห่งนี้นอกจากจะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของคนซิดนีย์แล้ว ยังเป็นแหล่งรวมของพันธุ์ไม้นานาชนิด พืชพรรณเมืองหนาว พืชพรรณเมืองร้อน เข้าใจว่าเป็นแหล่งอนุบาลพืชพรรณด้วย ในวันหยุด…ที่นี่จะเปิดต้อนรับให้ทุกคนมาทำกิจกรรม เดินเล่น อ่านหนังสือ เด็กๆ มาเล่นดนตรี ทุกๆ มุมของสวนแห่งนี้ต่างก็สวยงามไปคนละแบบ และในครั้งหนึ่ง..ที่นี่ก็เป็นห้องเรียนธรรมชาติของนักศึกษาวิชา Graphic Design ของโรงเรียน Billy Blue ที่มีโรงเรียนขนาดน่ารัก เด่นตระหง่านสวนสาธารณะที่ North sydney อาคารนั้นถูกทาสีได้น่ารักเหมือนตึกการ์ตูนก็ไม่เชิงเสียทีเดียวนัก ในวันนั้นอาจารย์ผู้สอนซึ่งก็จำชื่อไม่ได้แล้ว ท่านเป็นนัก Typography ที่เก่งคนนึงของซิดนีย์ ท่านให้พวกเราเข้านั่งฟังการบรรยายเล็กน้อย แล้วบอกคอนเซ็ปต์งานว่าอยากได้งานแบบ Typography ในคอนเซ็ปต์ของสวนแห่งนี้ให้ทุกคนจินตนาออกมาซึ่งจะเป็นอะไรก็ได้ วันนั้นทุกคนก็พยายามเต็มที่ที่จะทำให้งานของตนเองออกมาดีที่สุด และต้องได้เกรดดีๆ ด้วย จัดเป็นงานที่ยากที่สุดอีกชิ้นหนึ่ง …เพราะว่าไม่รู้ว่างานที่คิดออกมานี้จะใช่งานในแบบของอาจารย์ท่านนี้หรือไม่ ในวันส่งผลงาน ทุกคนก็ทยอยเอางานของตนเองออกมาตั้งโชว์ที่หน้าชั้น แต่ก็ไม่มีใครเข้าตาอาจารย์เลยสักคน แม้แต่ตัวพี่จันเอง แต่งานนี้ดาวเด่น…แม่เด็กสาวผมสีทองชื่อ Maxim เธอเป็นคนเดียวที่ทำงานออกมาเข้าตามากที่สุด ง่ายๆ แต่เฉียบแบบ Typography ไง เอ่ยถึง Typography มาตั้งนานยังไม่ได้อธิบายเลยว่ามันคืออะไร มันก็คือศิลปะแขนงหนึ่งที่ใช้การสร้างสรรค์ผ่านตัวอักษรเพื่อสื่อแทนความหมายต่างๆ หรือ ความคิดที่เราต้องการสื่อออกไป
จริงๆ ความประทับใจที่เกิดขึ้นจากที่ได้เกริ่นมาข้างต้นนั้น มันเป็นเพียงจุดเล็กๆ แต่มันก็เป็นความทรงจำหนึ่ง และเห็นผลดีของการใช้ห้องเรียนธรรมชาติ เป็นแรงจูงใจให้นักเรียนผลักดันความคิดออกมา ในสายตาของอาจารย์ฝรั่ง เค้าไม่ต้องการเห็นผลงานที่นักเรียนถ่ายทอดมุมมองที่ทุกคนคิดเหมือนกันหมด หรือ เป็นไอเดียที่เสนอมุมมองที่ทำออกมาใหเห็นโจ่งแจ้งจนเกินไป Typography เป็นศาสตร์ในแนวลึก และเรียบ ดังนั้น จึงเป็นงานที่ยาก ใครที่เรียนจบด้านนี้สำหรับที่ออสเตรเลียในสมัยนั้น ถือว่ายืดอกได้เลย …มันเท่ห์สุดๆ อ้อ พอเขียนจะจบแล้วนึกชื่ออาจารย์หนวดงาม ผมน้อย ลงพุง พูดจาเสียงอยู่ในลำคอ เหมือนพวกสกอตแลนด์ ได้ขึ้นมาทันที ท่านชื่อ อาจารย์ Raurance ค่ะ ถ้าสะกดถูกนะ
ในครั้งหน้า…ถ้ามีความทรงจำอะไรดีๆ จะกลับมาเล่าสู่กันฟังอีกนะคะ…พี่จัน
โพสต์โดย visa4uk 
โพสต์โดย visa4uk 
โพสต์โดย visa4uk 

