ความเหงามาเยือนท่ามกลางมหานครหรือเมืองแห่งเทวดาอย่างกรุงเทพมหานคร ยิ่งกว่าความเหงาคือ ความรู้สึกของการรอคอย ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากที่ศาลที่มีคำตัดสินเรื่องคดีที่ดินรัชดา …ประเทศไทยน่าเป็นห่วงยิ่งนัก…
เมื่อวานมีน้องคนหนึ่งโทรศัพท์มาคุยว่า พี่คะถ้าหนูทำเรื่องไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษตอนนี้จะดีไหม ได้ข่าวว่าอังกฤษมีธนาคารล้มไปหลายแห่ง …แต่ก็ได้ตอบไป โดยที่ไม่รู้ว่าคำตอบนั้นจะทำให้น้องเค้าหมดความกังวลใจหรือไม่ ในความคิดที่ว่า สถานการณ์ในประเทศอังกฤษนั้นไม่เหมือนกับสถานการณ์ในอเมริกาเสียทีเดียว เพราะอังกฤษเค้ามีมาตรการออกมาเยียวยาสถาบันทางการเงินเค้าทันทีเมื่อมีข่าวว่าสถาบันการเงินเริ่มมีปัญหาสภาพคล่อง อย่างน้อยจำนวนเงินที่รัฐบาลอัดฉีดเข้าไปยังสถาบันการเงินจำนวนมากขณะนี้ก็สามารถบรรเทาอาการได้ ประชาชนก็มีความมั่นใจมากขึ้น รัฐบาลไม่ได้ปล่อยให้สถาบันการเงินทยอยล้มไปก่อน ค่อยมาคิดหามาตรการ และอีกส่วนหนึ่งก็คืออังกฤษกับบรรดากลุ่มประเทศอียูมีการรวมตัวกันแก้ปัญหาที่ชัดเจน เพราะเค้าใช้เงินสกุลเดียวกันคือสกุลยูโร หากประเทศใดประเทศหนึ่งล้มไป ย่อมเกิดปัญหาส่งผลกระทบกับหลายๆ ประเทศแน่นอน ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้กำลังเริ่มทยอยส่งผลกระทบขึ้นในเอเชีย ประเทศที่เริ่มมีปัญหารุนแรงก็เป็นเกาหลีใต้ หนึ่งในผู้นำเศรษฐกิจเอเชีย เห็นในข่าวทีวีรายงานว่ารัฐบาลก็อัดฉีดเงินให้สถาบันการเงินเป็นจำนวนมากเป็นประวัติการ ในภาวะที่เศรษฐกิจขาลงขณะนี้อาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะผงาดขึ้นมาอีกครั้ง และก็ในวันนี้เองธนาคราเบอร์ 1 ของโลกอย่าง ING ของเนเธอแลนด์ก็เริ่มมีปัญหาสภาพคล่อง รัฐบาลเนเธอแลนด์ก็เสนอเงินอัดฉีดไปจำนวนมากตามระเบียบ ปัญหาของธนาคารที่เจอก็คือปัญหาการปล่อยสินเชื่อนั่นเอง ก็ปัญหาเดียวกับในประเทศอเมริกาเลย สำหรับใครที่รอคอยให้เศรษฐกิจดีก่อนแล้วค่อยไปเรียนต่างประเทศนั้น สงสัยจะต้องรอจนกระทั่งอายุปาเข้าเลขสามอย่างแน่นอน…เพราะปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจงานนี้หากไม่พินาศให้เห็นกันภายในปีหน้าก็คงอยู่ในภาวะซึมยาว และก็ขอภาวนาไม่ให้ประเทศจีนซึ่งเป็นเสาหลักให้กับเอเชียต้องมีสภาพเป็นยักษ์ล้มไปอีกราย ซึ่งงานนี้ไทยเราคงหนีไม่พ้นต้องเจอมรสุมอย่างสาหัสเช่นกัน
ตอนนี้เราคงไม่สามารถวางแผนอนาคตอะไรได้ไกลหรือหวังผลสำเร็จได้เต็มร้อยอีกแล้ว เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ จะรุนแรงไหม แล้วจะมีผลกระทบกับมากน้อยเพียงไร ความหวังทั้งหลายต้องพึ่งนักการเมืองไทย ซึ่งคนพวกนี้ก็ไม่รู้ชะตากรรมว่าจะอยู่บนหลังเสือได้อีกกี่วัน คนไทยเดี๋ยวนี้ไม่รู้จะมีสักกี่คนที่สนใจฟังเหตุผลของคนอื่นมากกว่าฟังความต้องการของตนเองเป็นที่ตั้ง ถ้าเค้าสนใจฟังความต้องการของคนอื่นมากพอก็คงลาออกยกคณะไปนานแล้ว…
เพลงจากยูทูบที่คุณได้ฟังนี้ เป็นเพลงที่ชอบมากอีกเพลงหนึ่ง เนื่องจากตอนที่เพลงนี้ดัง ได้ไปเรียนที่ซิดนีย์ตอนปี 2002 พอดี ไปที่ไหนก็ได้ยินแต่เพลงนี้ ทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ เปิดทีวีขึ้นมาก็ต้องเจอเพลงนี้ติดท๊อปชาร์ชเพลงของออสเตรเลียนานหลายสัปดาห์ เพลงนี้ชื่อว่า Under The Bridge ร้องโดยวง Red Hot Chili Pepper นักร้องกลุ่มนี้ขึ้นปกนิตยสาร The Rolling Stone ชื่อดังด้วยภาพเปลือยกาย มีมือข้างหนึ่งที่ปิดของสงวนไว้ จริงๆ ก็แอบซื้อไว้นะเล่มนี้…เดินวนไปวนมาหลายรอบที่แผงหนังสือใกล้โรงเรียน กว่าจะควักเงินซื้อได้ มัวแต่อายค่ะ เพราะหน้าปกมันออกล่อแหลม แต่ฝรั่งน่ะเค้าไม่สนใจหรอก จริงๆ มันก็สวยดีนะ แหมงานระดับนี้เป็นของ Rolling Stone เชียวนะได้รับรางวัลนับไม่ถ้วน ที่สำคัญสามารถใช้ดูเป็นแนวงานออกแบบในวิชาเรียนได้ รูปแบบเลย์เอ้าท์ทั้งเล่มสวยงาม มีเอกลักษณ์มาก แม้กระนั้นข้าพเจ้าก็ไม่สามารถรักษาไว้ได้…เนื่องจากย้ายบ้านบ่อยก็เลยมีอันตธานหายไปไหนไม่รู้ ที่ต้องจดจำวงนี้ไว้เป็นพิเศษก็คือ อาจารย์ผู้สอนวิชาการออกแบบสิ่งพิมพ์ ได้แบ่งโจทย์ให้นักเรียนในคลาสไปรีเสริ์ชแนวเพลงที่อาจารย์ได้แบ่งให้แต่กลุ่มไปทำงาน แล้วให้ดีไซน์ออกมาเป็นปกซีดีมาเสนอ ซึ่งก็ได้โจทย์เพลงอัลบัมของ Red Hot Chilli Pepper มันเหมือนความบังเอิญยังไงไม่รู้ เพราะก็ซึมซับเพลงของศิลปินกลุ่มนี้ทุกวันๆ ซึ่งท่วงทำนองเนื้อหาของเพลงมันทำให้คิดถึงบ้านที่เมืองไทยมาก แต่…ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถทำงานนี้ออกมาได้ดีเท่าที่ควร รู้สึกว่าจะได้เกรด C เองค่ะ
ก่อนอำลาบันทึกฉบับนี้ ก็แอบตั้งความหวังว่า ขอให้หลังจากนี้อย่ามีเรื่องอะไรรุนแรงเกิดขึ้นเลย อย่าให้มีใครเสียชีวิตเหมือนในวันที่ 7 ตุลาคม อีกเลย โดยเฉพาะปัญญาชนที่เค้ายังทำอะไรให้ประเทศได้อีกมากมาย
