ลิเวอร์พูล-เชลซี แมทช์ออฟเดอะวีค

ตุลาคม 27, 2008

นัดเปิดศึกระหว่างลิเวอร์พูลกับเชลซี แมทช์ออฟเดอะวีคปิดท้ายตุลามหาวิปโยคของเมืองไทย แฟนลิเวอร์พูลมีเฮเมื่อผู้เล่นกองกลางชาวสเปน  ซาบี อลองโซ่  หวดลูกเข้าตาข่ายเชลซีมีผลให้เป็นลูกเดียวแห่งชัยชนะเหนือเชลซีของลิเวอร์พูล เป็นครั้งแรกในรอบหลายๆ ปี เบรคสถิติการไม่แพ้ใครเลยในบ้านของเชลซีในรอบ 4 ปี ได้สำเร็จ  ศึกนัดนี้ ลิเวอร์พูลสอบผ่านเนื่องจากกุนซือวางแผนการเล่นมาดี   แฟนหงส์แดงที่รอคอยการกลับมาของฟุตบอลทีมนี้นับเป็นเวลา 16-17 ปี เริ่มมีความหวัง บางคนคิดเลยไปถึงการกลับมาทวงตำแหน่งแชมป์สุดยอดทีมจากทีมแมนยูฯ ในกลางปีหน้าอีกด้วย

ในยามที่การเมืองมีปัญหา คนไทยมีปัญหากันเอง เศรษฐกิจมีปัญหา โลกเราก็มีปัญหาที่ยากจะเยียวยาแก้ให้หายสนิทในเร็ววัน หรืออาจเนิ่นนานหลายปี  เหตุนี้จึงทำให้หลายคนต้องหันมามองชีวิตของตนเองแล้วว่าจะอยู่อย่างไรในภาวะแบบนี้  ปีหน้าจะยังมีเงินนอนนิ่งอยู่ในกระเป๋าอยู่หรือไม่   แต่ก็ยังมีบางคนที่ไม่ได้คิด…ด้วยสมองตื้อตันเต็มไปด้วยปัญหารอบตัวโดยเฉพาะคนยากคนจน  คนหาเช้ากินค่ำ พวกเขาคิดว่าขอให้เดือนนี้ผ่านไปด้วยดี  เดือนหน้ามีข้าวกิน แล้วชีวิตจะต้องคิดอะไรไปมากกว่านี้    ผิดกับคนที่มีเงินฝากในธนาคารจำนวนมากที่พวกเขาก็คิดกันไปอีกแบบ… แค่เงินร่อยหรอไปจุดสองจุดคนเหล่านี้ก็นอนไม่หลับไปหลายคืน     

…. ฟุตบอลอาจเป็นสิ่งบันเทิงของคนทุกชนชั้นที่คิดเหมือนกัน  ก็คือ อยากให้ทีมโปรดได้รับชัยชนะ  เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ในภาวะที่มองไปไหนก็มีปัญหา    การแข่งแต่ละแมทช์เป็นสิ่งที่แฟนบอลรอคอยแบบไม่มีวันเบื่อ จนกว่าทีมจะก้าวไปสู่แชมป์เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล  แม้ในฤดูนี้ไม่ได้เป็นแชมป์  ฤดูกาลหน้าก็ยังมีความหวัง…  ถ้าคุณเชียร์ลิเวอร์พูลในวันนั้น คุณจะเห็นสีหน้าของแฟนบอลทีมเดียวกับคุณ ว่าพวกเขามีความสุขเพียงใด เมื่อเสียงนกหวีดเป่าหมดเวลาแล้วลิเวอร์พลูยังนำเชลซี 1-0


City I Live is the City of Angle

ตุลาคม 21, 2008

ความเหงามาเยือนท่ามกลางมหานครหรือเมืองแห่งเทวดาอย่างกรุงเทพมหานคร ยิ่งกว่าความเหงาคือ ความรู้สึกของการรอคอย ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากที่ศาลที่มีคำตัดสินเรื่องคดีที่ดินรัชดา …ประเทศไทยน่าเป็นห่วงยิ่งนัก…

เมื่อวานมีน้องคนหนึ่งโทรศัพท์มาคุยว่า พี่คะถ้าหนูทำเรื่องไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษตอนนี้จะดีไหม ได้ข่าวว่าอังกฤษมีธนาคารล้มไปหลายแห่ง  …แต่ก็ได้ตอบไป โดยที่ไม่รู้ว่าคำตอบนั้นจะทำให้น้องเค้าหมดความกังวลใจหรือไม่ ในความคิดที่ว่า สถานการณ์ในประเทศอังกฤษนั้นไม่เหมือนกับสถานการณ์ในอเมริกาเสียทีเดียว  เพราะอังกฤษเค้ามีมาตรการออกมาเยียวยาสถาบันทางการเงินเค้าทันทีเมื่อมีข่าวว่าสถาบันการเงินเริ่มมีปัญหาสภาพคล่อง  อย่างน้อยจำนวนเงินที่รัฐบาลอัดฉีดเข้าไปยังสถาบันการเงินจำนวนมากขณะนี้ก็สามารถบรรเทาอาการได้ ประชาชนก็มีความมั่นใจมากขึ้น รัฐบาลไม่ได้ปล่อยให้สถาบันการเงินทยอยล้มไปก่อน ค่อยมาคิดหามาตรการ  และอีกส่วนหนึ่งก็คืออังกฤษกับบรรดากลุ่มประเทศอียูมีการรวมตัวกันแก้ปัญหาที่ชัดเจน  เพราะเค้าใช้เงินสกุลเดียวกันคือสกุลยูโร หากประเทศใดประเทศหนึ่งล้มไป ย่อมเกิดปัญหาส่งผลกระทบกับหลายๆ ประเทศแน่นอน ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้กำลังเริ่มทยอยส่งผลกระทบขึ้นในเอเชีย ประเทศที่เริ่มมีปัญหารุนแรงก็เป็นเกาหลีใต้ หนึ่งในผู้นำเศรษฐกิจเอเชีย  เห็นในข่าวทีวีรายงานว่ารัฐบาลก็อัดฉีดเงินให้สถาบันการเงินเป็นจำนวนมากเป็นประวัติการ  ในภาวะที่เศรษฐกิจขาลงขณะนี้อาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะผงาดขึ้นมาอีกครั้ง  และก็ในวันนี้เองธนาคราเบอร์ 1 ของโลกอย่าง ING ของเนเธอแลนด์ก็เริ่มมีปัญหาสภาพคล่อง รัฐบาลเนเธอแลนด์ก็เสนอเงินอัดฉีดไปจำนวนมากตามระเบียบ  ปัญหาของธนาคารที่เจอก็คือปัญหาการปล่อยสินเชื่อนั่นเอง ก็ปัญหาเดียวกับในประเทศอเมริกาเลย   สำหรับใครที่รอคอยให้เศรษฐกิจดีก่อนแล้วค่อยไปเรียนต่างประเทศนั้น สงสัยจะต้องรอจนกระทั่งอายุปาเข้าเลขสามอย่างแน่นอน…เพราะปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจงานนี้หากไม่พินาศให้เห็นกันภายในปีหน้าก็คงอยู่ในภาวะซึมยาว  และก็ขอภาวนาไม่ให้ประเทศจีนซึ่งเป็นเสาหลักให้กับเอเชียต้องมีสภาพเป็นยักษ์ล้มไปอีกราย ซึ่งงานนี้ไทยเราคงหนีไม่พ้นต้องเจอมรสุมอย่างสาหัสเช่นกัน

ตอนนี้เราคงไม่สามารถวางแผนอนาคตอะไรได้ไกลหรือหวังผลสำเร็จได้เต็มร้อยอีกแล้ว  เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ จะรุนแรงไหม แล้วจะมีผลกระทบกับมากน้อยเพียงไร  ความหวังทั้งหลายต้องพึ่งนักการเมืองไทย ซึ่งคนพวกนี้ก็ไม่รู้ชะตากรรมว่าจะอยู่บนหลังเสือได้อีกกี่วัน  คนไทยเดี๋ยวนี้ไม่รู้จะมีสักกี่คนที่สนใจฟังเหตุผลของคนอื่นมากกว่าฟังความต้องการของตนเองเป็นที่ตั้ง  ถ้าเค้าสนใจฟังความต้องการของคนอื่นมากพอก็คงลาออกยกคณะไปนานแล้ว…

เพลงจากยูทูบที่คุณได้ฟังนี้ เป็นเพลงที่ชอบมากอีกเพลงหนึ่ง เนื่องจากตอนที่เพลงนี้ดัง ได้ไปเรียนที่ซิดนีย์ตอนปี 2002 พอดี ไปที่ไหนก็ได้ยินแต่เพลงนี้  ทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ เปิดทีวีขึ้นมาก็ต้องเจอเพลงนี้ติดท๊อปชาร์ชเพลงของออสเตรเลียนานหลายสัปดาห์  เพลงนี้ชื่อว่า Under The Bridge ร้องโดยวง Red Hot Chili Pepper นักร้องกลุ่มนี้ขึ้นปกนิตยสาร The Rolling Stone ชื่อดังด้วยภาพเปลือยกาย มีมือข้างหนึ่งที่ปิดของสงวนไว้  จริงๆ ก็แอบซื้อไว้นะเล่มนี้…เดินวนไปวนมาหลายรอบที่แผงหนังสือใกล้โรงเรียน กว่าจะควักเงินซื้อได้ มัวแต่อายค่ะ เพราะหน้าปกมันออกล่อแหลม  แต่ฝรั่งน่ะเค้าไม่สนใจหรอก   จริงๆ มันก็สวยดีนะ แหมงานระดับนี้เป็นของ Rolling Stone เชียวนะได้รับรางวัลนับไม่ถ้วน  ที่สำคัญสามารถใช้ดูเป็นแนวงานออกแบบในวิชาเรียนได้ รูปแบบเลย์เอ้าท์ทั้งเล่มสวยงาม มีเอกลักษณ์มาก  แม้กระนั้นข้าพเจ้าก็ไม่สามารถรักษาไว้ได้…เนื่องจากย้ายบ้านบ่อยก็เลยมีอันตธานหายไปไหนไม่รู้  ที่ต้องจดจำวงนี้ไว้เป็นพิเศษก็คือ  อาจารย์ผู้สอนวิชาการออกแบบสิ่งพิมพ์  ได้แบ่งโจทย์ให้นักเรียนในคลาสไปรีเสริ์ชแนวเพลงที่อาจารย์ได้แบ่งให้แต่กลุ่มไปทำงาน แล้วให้ดีไซน์ออกมาเป็นปกซีดีมาเสนอ  ซึ่งก็ได้โจทย์เพลงอัลบัมของ Red Hot Chilli Pepper มันเหมือนความบังเอิญยังไงไม่รู้ เพราะก็ซึมซับเพลงของศิลปินกลุ่มนี้ทุกวันๆ  ซึ่งท่วงทำนองเนื้อหาของเพลงมันทำให้คิดถึงบ้านที่เมืองไทยมาก  แต่…ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถทำงานนี้ออกมาได้ดีเท่าที่ควร  รู้สึกว่าจะได้เกรด C เองค่ะ

ก่อนอำลาบันทึกฉบับนี้  ก็แอบตั้งความหวังว่า ขอให้หลังจากนี้อย่ามีเรื่องอะไรรุนแรงเกิดขึ้นเลย  อย่าให้มีใครเสียชีวิตเหมือนในวันที่ 7 ตุลาคม อีกเลย โดยเฉพาะปัญญาชนที่เค้ายังทำอะไรให้ประเทศได้อีกมากมาย


Royal Botanic Gardens

ตุลาคม 17, 2008
Royal Botanic Gardens

Royal Botanic Gardens

อยากจะแชร์เรื่องราวของความทรงจำสมัยที่พี่จันไปเรียนที่ซิดนีย์ สมัย 15-16 ปี ก่อน แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยไปนานแสนนาน แต่สวนสาธารณะที่แทรกตัวกลางมหานครซิดนีย์แห่งนี้มีความงดงามมาก และมีค่าในความทรงจำมากมายเหลือเกิน  ที่แห่งนี้นอกจากจะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของคนซิดนีย์แล้ว ยังเป็นแหล่งรวมของพันธุ์ไม้นานาชนิด พืชพรรณเมืองหนาว พืชพรรณเมืองร้อน เข้าใจว่าเป็นแหล่งอนุบาลพืชพรรณด้วย ในวันหยุด…ที่นี่จะเปิดต้อนรับให้ทุกคนมาทำกิจกรรม เดินเล่น อ่านหนังสือ  เด็กๆ มาเล่นดนตรี  ทุกๆ มุมของสวนแห่งนี้ต่างก็สวยงามไปคนละแบบ   และในครั้งหนึ่ง..ที่นี่ก็เป็นห้องเรียนธรรมชาติของนักศึกษาวิชา  Graphic Design ของโรงเรียน Billy Blue ที่มีโรงเรียนขนาดน่ารัก เด่นตระหง่านสวนสาธารณะที่ North sydney อาคารนั้นถูกทาสีได้น่ารักเหมือนตึกการ์ตูนก็ไม่เชิงเสียทีเดียวนัก  ในวันนั้นอาจารย์ผู้สอนซึ่งก็จำชื่อไม่ได้แล้ว ท่านเป็นนัก Typography ที่เก่งคนนึงของซิดนีย์ ท่านให้พวกเราเข้านั่งฟังการบรรยายเล็กน้อย แล้วบอกคอนเซ็ปต์งานว่าอยากได้งานแบบ Typography ในคอนเซ็ปต์ของสวนแห่งนี้ให้ทุกคนจินตนาออกมาซึ่งจะเป็นอะไรก็ได้  วันนั้นทุกคนก็พยายามเต็มที่ที่จะทำให้งานของตนเองออกมาดีที่สุด และต้องได้เกรดดีๆ ด้วย  จัดเป็นงานที่ยากที่สุดอีกชิ้นหนึ่ง …เพราะว่าไม่รู้ว่างานที่คิดออกมานี้จะใช่งานในแบบของอาจารย์ท่านนี้หรือไม่  ในวันส่งผลงาน ทุกคนก็ทยอยเอางานของตนเองออกมาตั้งโชว์ที่หน้าชั้น แต่ก็ไม่มีใครเข้าตาอาจารย์เลยสักคน แม้แต่ตัวพี่จันเอง  แต่งานนี้ดาวเด่น…แม่เด็กสาวผมสีทองชื่อ Maxim เธอเป็นคนเดียวที่ทำงานออกมาเข้าตามากที่สุด ง่ายๆ แต่เฉียบแบบ Typography ไง    เอ่ยถึง Typography มาตั้งนานยังไม่ได้อธิบายเลยว่ามันคืออะไร  มันก็คือศิลปะแขนงหนึ่งที่ใช้การสร้างสรรค์ผ่านตัวอักษรเพื่อสื่อแทนความหมายต่างๆ หรือ ความคิดที่เราต้องการสื่อออกไป

จริงๆ ความประทับใจที่เกิดขึ้นจากที่ได้เกริ่นมาข้างต้นนั้น มันเป็นเพียงจุดเล็กๆ แต่มันก็เป็นความทรงจำหนึ่ง  และเห็นผลดีของการใช้ห้องเรียนธรรมชาติ  เป็นแรงจูงใจให้นักเรียนผลักดันความคิดออกมา ในสายตาของอาจารย์ฝรั่ง เค้าไม่ต้องการเห็นผลงานที่นักเรียนถ่ายทอดมุมมองที่ทุกคนคิดเหมือนกันหมด  หรือ เป็นไอเดียที่เสนอมุมมองที่ทำออกมาใหเห็นโจ่งแจ้งจนเกินไป  Typography เป็นศาสตร์ในแนวลึก และเรียบ  ดังนั้น จึงเป็นงานที่ยาก  ใครที่เรียนจบด้านนี้สำหรับที่ออสเตรเลียในสมัยนั้น ถือว่ายืดอกได้เลย …มันเท่ห์สุดๆ    อ้อ พอเขียนจะจบแล้วนึกชื่ออาจารย์หนวดงาม ผมน้อย ลงพุง พูดจาเสียงอยู่ในลำคอ เหมือนพวกสกอตแลนด์ ได้ขึ้นมาทันที ท่านชื่อ อาจารย์ Raurance ค่ะ ถ้าสะกดถูกนะ

ในครั้งหน้า…ถ้ามีความทรงจำอะไรดีๆ จะกลับมาเล่าสู่กันฟังอีกนะคะ…พี่จัน